แผ่นวัสดุ

วัสดุสำหรับงานตกแต่งที่ผลิตจากไม้
ในปัจจุบันทรัพยากรอย่างต้นไม้ก็เริ่มลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ ทำให้เกิดการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ในการ นำไม้มาแปรสภาพเพื่อให้ใช้ทรัพยากรไม้ได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด ทำให้มีตัวเลือกในการสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบที่หลากหลายขึ้น ไม่จำเจ อยู่กับวัสดุเดิม ๆ แต่ยังคงความรู้สึกของความเป็นไม้ได้อย่างครบถ้วน ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ววัสดุแทนไม้นั้นจะผลิตขึ้นจากเศษไม้และพลาสติก ผ่านกระบวนการสร้างและเลียนแบบไม้ได้เหมือนจริง และคงความแข็งแรงได้ไม่ต่างจากไม้เลยทีเดียว


วีเนียร์ (Veneer) หรือ ไม้วีเนียร์ (Wood veneer)
จากการที่ไม้หายากและบางชนิดก็มีราคาแพงอย่างไม้สักไม้ยอดนิยมตลอดกาล ที่มีความทนทานและมีลวดลายไม้ที่สวยงาม เป็นที่นิยมของคนส่วนใหญ่วีเนียร์จึงกลายเป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนที่ต้องการแต่งบ้านและอยากได้ผิวสัมผัสธรรมชาติจากไม้จริง แต่เนื่องจากการใช้ไม้จริงที่แปรรูปเป็นแผ่นนั้นมีราคาแพง การเลือกใช้วีเนียร์กรุผิวไม้ชนิดอื่นหรือไม้อัด เพื่อเป็นการลดต้นทุนการสร้างหรือการผลิต แต่ก็ยังคงความรู้สึกที่ได้จากไม้ตามธรรมชาตินั้น ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีมากสำหรับคนรักไม้วีเนียร์นั้นแบ่งได้ออกเป็น 2 แบบ ซึ่งก็คือ
1.1 วีเนียร์ธรรมชาติ คือ การนำไม้จริงที่เป็นท่อนมาผ่านกระบวนการ และสไลซ์ไม้ให้เป็นแผ่นบาง ตามขนาดที่กำหนดเป็นมาตรฐานซึ่งในปัจจุบัน ขนาดบางที่สุด คือ 0.12 มม.และ นำไปปิดผิวไม้อัดหรือไม้ชนิดอื่นที่มีราคาถูกกว่า หลักการของวีเนียร์คือการนำผิวไม้ไปใช้ได้ในปริมาณที่มากขึ้นกว่าการใช้ไม้จริงทั้งท่อนและในราคาที่ถูกกว่า วีเนียร์ธรรมชาตินั้นผิวไม้ที่ได้นั้นจะให้สีแตกต่างกันไปตามท่อนไม้แต่ละท่อนที่นำมาสไลซ์ เนื่องจากธรรมชาติของไม้การเติบโตและวงปีที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้ลายไม้มีลวดลาย เส้นลายที่สวยงามแตกต่างกัน

1.2 วีเนียร์แบบเอ็นจิเนียร์ หรือเรียกง่าย ๆ ว่า เอ็นจิเนียร์แบบสังเคราะห์ คือ วีเนียร์ที่ไม่ได้เกิดจาก
ลวดลายไม้จริงแบบวีเนียร์ธรรมชาติ แต่จะเป็นการสร้างลวดลายเลียนแบบผิวไม้ธรรมชาติด้วยระบบคอมพิวเตอร์ วิธีการคือ การนำไม้จริงสีขาวมาย้อมสี ตามสีที่กำหนดไว้ซึ่งจะมีหลายสี ตามลักษณะไม้ และนำไปสไลซ์บาง ต่อมาคอมพิวเตอร์ก็ทำการคำนวณลายไม้ที่ได้กำหนดไว้นั้นว่าจะต้องใช้แผ่นไม้บางสีอะไรสีจำนวนกี่ชั้นสลับสีซ้อนกันไปเพื่อเลียนแบบลายไม้ธรรมชาติ จากนั้นจะอัดแผ่นไม้ทั้งหมดด้วยเครื่องจักร แล้วทำการสไลซ์หน้าตัดไม้ที่อัดเรียบร้อยแล้วออกมาเป็นแผ่น โดยแผ่นไม้ที่ได้จะให้สีและลายสม่ำเสมอกันตลอดทั้งแผ่นซึ่งแตกต่างจากวีเนียร์ธรรมชาติที่จะมีลวดลายไม้ที่แตกต่างกันเป็นลาย จากผิวไม้ตามธรรมชาติของแท้ เนื่องจากการที่วีเนียร์เนื้อไม้ผ่านการย้อมสีมาแล้วดังนั้นจะไม่สามารถนำไปเปลี่ยนสีโดยการย้อมสีใหม่หรือสีเข้มขึ้นได้ สีที่ได้ออกมาจะเพี้ยนและจะกลบสีของเดิมจนทำให้ลายที่สร้างขึ้นหายไปได้


2. แผ่นลามิเนต
แผ่นลามิเนตนั้นเป็นรูปแบบของไม้ที่ผลิตขึ้นด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์โดยจะประกอบขึ้นจากวัสดุ หลายประเภทโดยมีไม้เป็นส่วนประกอบบางส่วนเท่านั้นซึ่งแผ่นลามิเนต 1 แผ่นจะประกอบไปด้วยชั้นประกอบ 3-4 ชั้น
- ชั้นบนชั้นผิวหน้า เป็นชั้นผิวลวดลายไม้ซึ่งจะทำมาจากภาพลายไม้ที่คำนวณลายไม้จากคอมพิวเตอร์แล้ว นำไปเคลือบผิวหน้าด้วยเมลามีนลามิเนตเพื่อให้ผิวหน้าคงทนไม่เป็นรอยได้ง่าย
- ชั้นกลางจะเป็นชั้นที่เป็นส่วนประกอบทำจากไม้ที่บดละเอียดแล้วนำมาอัดให้เป็นแผ่นด้วยความดันสูง ซึ่งจะเป็นชั้นที่มีความหนามากที่สุด
- ชั้นล่างที่เป็นส่วนที่ติดกับพื้นนั้นอาจจะเกิดความชื้นได้ จึงมีการเคลือบด้วยเมลามีนเรซิน เพื่อป้องกัน ความชื้นที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งานได้โดยที่สามารถแบ่งการผลิตแผ่นลามิเนตออกได้เป็น 2 ระบบ คือ
2.1 ระบบ DPL (Direct Pressed Lamminate)
เป็นระบบการผลิตลามิเนตที่นำส่วนประกอบของลามิเนตแต่ละชั้น ตั้งแต่ชั้นเคลือบผิวหน้า ชั้นผิวกระดาษลาดลายไม้ ชั้นไม้ตรงกลางซึ่งส่วนใหญ่จะใช้แผ่น MDF จนกระทั้งแผ่นกันความชื้นเป็นแผ่นด้านล่างสุดท้าย นำกดอัดเข้าด้วยกันในขั้นตอนเดียวพร้อม ๆ กัน ซึ่งจะทำให้มีราคาที่ถูกกว่าระบบ HPL แต่จะไม่แข็งแรงทนทานเท่าระบบ HPL ทำให้ไม่สามารถเลือกมาใช้งานกับส่วนที่มีความชื้นหรือส่วนที่ปียกน้ำได้เลยจึงเหมาะสมสำหรับนำมาใช้เป็นวัสดุหลัก ในการผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ภายในบ้าน


2.2 ระบบ HPL (Hign Pressure Laminate)
หรือที่เรียกกันติดปากว่าฟอร์ไมก้า เป็นรูปแบบหรือระบบหนึ่งของการผลิตลามิเนต ซึ่งจะมีความแตกต่างจากระบบ DPL ตรงที่จะนำกระดาษลวดลาย ( Craft Paper ) ที่ผ่านการเคลือบน้ำยา Phenolic Resin มาเรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ และผ่านการเข้าสู่กระบวนการอัดแรงดันสูงจนหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันทั่วทั้งแผ่น จากขั้นตอนการผลิตดัวยระบบ HPL นั้นจะมีชั้นผิวหน้าที่หนาจึงสามารถทนรอยขีดข่วนและแรงกระแทกได้สูงและมีกระบวนการผลิตหลายขั้นตอน ดังนั้นจึงมีราคาที่แพงกว่า แต่ก็แข็งแรงกว่ามากเช่นกันซึ่งเหมาะกับการใช้งานภายในประเภทที่ต้องการความทนทานของชั้นผิวของแผ่นฟอร์ไมก้า เช่น เป็นพื้นผิวหน้าของโต๊ะในสำนักงานที่ทนต่อแรงกระแทกและรอยขีดข่วนต่าง ๆ หรือเคาน์เตอร์ในครัวที่ต้องเปียกน้ำอยู่บ่อย ๆ


3. ไม้อัด
ความหมายของไม้อัดนั้นตรงตัวตามชื่อเลย นั่นก็คือการนำไม้หลายชนิดหรือชนิดเดียวกัน โดยการ ตัดท่อนไม้ให้ได้ตามขนาดและความยาวที่ต้องการ และนำไปสไลซ์ให้ได้แผ่นความหนาตั้งแต่ 1ถึง 4 มม. แล้วนำมาอัดติดกันใหม่โดยมีกาวเป็นตัวประสาน ซึ่งแผ่นไม้บางแต่ละแผ่นนั้นจะวางแนวซ้อนสลับเป็นแนวเสี้ยนตั้งฉากกันเพื่อเป็นการเพิ่มแรงดึงซึ่งกันและกันของไม้แต่ละแผ่น ช่วยให้ไม้อัดมีความแข็งแรงมากขึ้นมีขนาดตามความหนาให้เลือกใช้ตั้งแต่ 2.7 มม.-20 มม. ขนาดมาตรฐาน 1.22 x 2.44 เมตร (กว้าง x ยาว) ไม้อัดนั้นนำไปใช้เป็นไม้แบบในการก่อสร้าง และในแง่ความสวยงามใช้สำหรับตกแต่งกั้นห้องได้ มีข้อดีคือน้ำหนักเบา ขนย้ายสะดวกและสามารถทาสีทับได้ตามต้องการ


4. เอ็มดีเอฟ MDF (Medium Density Fiberboard)
แผ่น MDF นั้นจริง ๆ แล้วก็มีลักษณะคล้าย ๆ ไม้อัดนั่นเอง แต่จะทำการอัดแผ่นไม้ด้วยความหนาแน่น ปานกลาง โดยส่วนประกอบจะใช้เยื่อไม้ที่ได้มาจากการนำไม้เศษหรือไม้ชิ้นขนาดเล็กมาบดให้เป็นเยื่อไม้ แล้วจึงนำมาอัดด้วย สารเคมีภายใต้ความดันสูง สามารถใช้ไม้ชิ้นส่วนขนาดเล็กมาเป็นวัตถุดิบได้ อย่างเช่นกิ่งไม้ หรือไม้ต้นเล็กได้ต่างจากไม้อัดปรกติ ซึ่งต้องใช้ไม้ท่อนซุงขนาดใหญ่นำมาสไลซ์บางเป็นแผ่น แผ่น MDF จึงมีราคาถูกกว่าไม้อัดและมีผิวเรียบ สามารถใช้ ผลิตเฟอร์นิเจอร์หรืองานตกแต่งภายในที่ไม่โดนความชื้นมาก ๆ ได้ งานที่ได้จะออกมาสวยงาม ผิวสัมผัสเรียบ ดูเรียบร้อย กว่า สามารถทำสี และใช้ในงานตกแต่งได้ตามต้องการ

5. เฮชดีเอฟ HDF (High Density Fiberboard)
แผ่น HDF ผลิตจากไม้ที่ถูกบดจนเป็นเยื่อไม้ และนำมาอัดด้วยกาวผสมเรซินภายใต้แรงดันสูงมาก ซึ่ง HDF จะแตกต่างจาก MDF ตรงที่แผ่นไม้ที่ได้จะมีความหนาแน่นกว่า ซึ่งคุณสมบัตินี้เองจะทำให้ HDF มีความทนทานต่อการกดทับ และทนต่อความชื้นได้มากกว่า MDF ดังนั้นแผ่น HDF จึงมีราคาสูงกว่า MDF มักใช้เป็นวัสดุหลักในการผลิตพื้นไม้ ลามิเนต เนื่องจากเป็นวัสดุที่แข็งแกร่งทนทานต่อแรงกด และรับน้ำหนักได้ดี


6. พาร์ทิเคิลบอร์ด (Particle board)
แผ่นพาร์ทิเคิลนั้นก็มีลักษณะคล้ายกับแผ่น MDF หรือ HDF และจัดเป็นแผ่นไฟเบอร์บอร์ดเช่นเดียวกัน กับ MDF และ HDF ด้วยเพียงแต่พาร์ทิเคิลบอร์ดนั้นจะใช้เศษไม้ชิ้นขนาดที่ใหญ่กว่า มาอัดประสานกันด้วยสารเคมี ด้วยความดัน จุดประสงค์ของแผนพาร์ทิเคิลคือต้องการใช้แผ่นไม้ที่มีความหนาแต่มีน้ำหนกเบา อย่างเช่นที่จะเห็นได้บ่อยคือนิยมใช้เป็นแผ่นไม้ปิดข้างตู้ หรือโต๊ะแบบง่าย ๆ ถ้าจะพูดกันถึงความแข็งแรงของแผ่นพาร์ทิเคิลนั้น จะมีความแข็งแรงน้อยกว่า MDF และ HDF และไม่สามารถนำมาใช้งานกับงานภายนอกได้เนื่องจากไม่ทนความชื้น เกิดการหดและขยายตัวได้ง่ายมาก แต่ก็มีราคาที่ถูกกว่าและมีน้ำหนักเบาทำงานง่าย ซึ่งเมื่อนำไปใช้งานจะนิยมนำวีเนียร์มาปิดผิวเพื่อเพิ่มความสวยงามจากลายไม้ หรือ อาจจะทำสีก่อนนำไปใช้ ซึ่งการทาสีนั้นก็จะช่วยทำให้แผ่นพาร์ทิเคิลนั้นทนต่อความชื้นได้ในระดับหนึ่งได้อีกด้วย


7. ฮาร์ดบอร์ด (Hardboard )
เป็นวัสดุในกลุ่มเดียวกับ HDF MDF และพาร์ทิเคิลบอร์ด แต่จะใช้เศษไม้ที่ทำการบดจนละเอียดและอัดที่ความดันสูงมาก ซึ่งจะไม่ใช้กาวหรือสารเคมีเป็นตัวประสานขณะอัด แต่จะใช้เรซินและน้ำเติมเข้าไปแทนซึ่งการนำไปใช้งานของแผ่น Hardboard นั้นสามารถนำไปใช้งานได้หลากหลาย ในงานก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และหลาย ๆ คนอาจจะรู้จักกีฬาสเก็ตบอร์ด และแน่นอนว่าจะต้องเคยเห็นอุปกรณ์ที่ใช้เล่นกัน นั่นก็คือ แรมป์ ที่ลักษณะเป็นอุปกรณ์พื้นผิววัสดุทำจากไม้รูปทรงโค้ง ผิวไม้ที่เห็นนั่นก็คือทำจากแผ่น Hardboard นี่เอง


8. โอเอสบี (OSB : Oriented Strand Board)
หรือเรียกอีกอย่างว่า “ แผ่นเกล็ดไม้อัดเรียงชิ้น” มีรูปแบบพัฒนาและลักษณะมาจากไม้อัดและพาร์ทิเคิลบอร์ดซึ่งแผ่น OSB ประกอบขึ้นมาจากชิ้นไม้ขนาดเล็กหลายขนาดและความยาวที่แตกต่างกัน นำมาผสมกาวแล้วอัดไม้เข้าด้วยกันความร้อน ซึ่งแผ่น OSB จะมีชั้นไม้อย่างน้อย 3 ชั้นและแต่ละชั้นเสี้ยนแนวไม้นั้นจะเรียงตั้งแนวฉากกันเพื่อเพิ่มแรงยึดเหนี่ยวและความแข็งแรงของแผ่นไม้การนำไปใช้งานของแผ่น OSB นั้นสามารถนำไปใช้ทดแทนไม้อัดได้ ซึ่งนำไปใช้งานได้หลากหลาย ส่วนใหญ่จะใช้ในงานก่อสร้าง อย่างเช่นบ้านในต่างประเทศที่โครงสร้างหลักของบ้านจะใช้เป็นโครงสร้างไม้ โดยที่จะนำมาใช้เป็นโครงสร้าง พื้น ผนังของบ้านแล้วกรุผิวด้วยวัสดุชนิดอื่นอีกที รูปแบบการก่อสร้างแบบนี้ไม่ค่อยเป็นที่นิยมในประเทศไทย เนื่องจากในประเทศไทยบ้านจะเป็นบ้านปูนไม่ใช้ไม้เป็นโครงสร้างหลัก เพราะดูไม่มีความแข็งแรงถ้ามองถึงเรื่องความแข็งแรงของแผ่น OSB กับแผ่นไม้อัดประเภทอื่นในความหนาแน่นและปริมาณกาวที่เท่ากันแล้วล่ะก็ แผ่น OSB จะให้ความแข็งแรงที่มากกว่าแผ่นไม้อัดชนิดอื่นถึง 3 เท่า นับว่ามีความแข็งแรงมากอีกทั้งยังสามารถทนความชื้นได้ดีพอสมควรเนื่องจากชิ้นไม้ที่นำมาอัดมีขนาดชิ้นคละกัน และส่วนใหญ่จะเป็นไม้ชิ้นใหญ่ จึงคงความเป็นเนื้อไม้จริงอยู่มาก และยังสามารถนำมาทำงานได้หลากหลายประเภทอีกด้วย

9. ซีเมนต์บอร์ด (Cement board)
ในสมัยก่อนทุกคนก็น่าจะรู้จักแผ่นซีเมนต์ใยหินกันมาบ้างแล้ว ซีเมนต์บอร์ดเป็นการพัฒนารูปแบบมาจากแผ่นซีเมนต์ใยหิน โดยที่มีส่วนประกอบขึ้นจากการผสมปูนด้วยไฟเบอร์หรือเส้นใยเซลลูโลสดังนั้นแผ่ยซีเมนต์บอร์ดจะมีความแข็งแรงและเหนียวที่เกิดจากเส้นใยที่ผสมกับปูนยึดเหนี่ยวกัน แผ่นซีเมนต์บอร์ดเป็นแผ่นปูนดังนั้นจึงทนความชื้นและแดดได้ จึงสามารถนำมาใช้กับงานภายนอกอาคารได้อย่างสบายโดยที่พื้นผิวของแผ่นซีเมนต์บอร์ดจะมีด้านเรียบและด้านหยาบจะใช้งานด้านเรียบก็ต่อเมื่อต้องการโชว์พื้นผิวสัมผัสของแผ่นซีเมนต์บอร์ด หรือถ้าต้องการกรุวัสดุปิดผิวลงบนแผ่นซีเมนต์บอร์ดอย่างเช่นกระเบื้องควรที่จะปูลงบนด้านหยาบของแผ่นซีเมนต์บอร์ด ผิวหยาบจะเป็นตัวช่วยในการยึดเกาะวัสดุกรุผิวกับแผ่นซีเมนต์บอร์ดได้อย่างดี แผ่นซีเมนต์บอร์ดจะแยกประเภทของการใช้งานออกได้เป็น 2 แบบ คือ แบบที่ต้องการใช้ความหนาของแผ่นซีเมนต์ บอร์ดก็จะนิยมใช้ วู๊ด ซีเมนต์ (Wood Cement) ในการนำไปใช้งานเนื่องจากแผ่นมีความหนา ใช้ไม้ชิ้นใหญ่ในการผสมเนื้อของแผ่นมีเนื้อพรุนมักใช้ในงานที่ต้องการรับน้ำหนัก หรือ ทำผนังกั้นห้อง แต่ถ้าต้องการใช้แผ่นขนาดบางจะนิยมใช้แผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์บอร์ด (Fiber Cement Board) เนื้อของแผ่นจะแน่นและมีขนาดบาง มักใช้ในงานตกแต่ง ๆ อาทิ เช่น งานฝ้า และงานผนังที่ต้องการดัดโค้ง

10. WPC (Wood Plastic Composite)
เรียกได้ว่าผลิตขึ้นมาเพื่อทดแทนไม้และพลาสติกที่มีราคาแพง ทำให้ราคาถูกลงด้วยการผสมเศษไม้หรือขี้เลื่อยลงไปขณะที่ทำการฉีดและขึ้นรูปพลาสติกให้มีลักษณะเหมือนไม้จริง และการที่ผสมเศษไม้ลงไปทำให้มีความแข็งแรงมากกว่าพลาสติกทั่วไป และทนต่อแดดลมฝนได้ดี สามารถนำมาใช้งานได้หลากหลายมาก ทั้งงานภายนอกและภายใน เช่น ระแนงไม้ ฝ้า ประตู รั้ว